ประเด็นด้านเศรษฐกิจของการเยือนอินเดียอย่างเป็นทางการของนาย Min Aung Hlaing ประธานาธิบดีเมียนมา
วันที่นำเข้าข้อมูล 19 มิ.ย. 2569
วันที่ปรับปรุงข้อมูล 19 มิ.ย. 2569
เมื่อวันที่ 30 พ.ค. – 3 มิ.ย. 2569 นาย Min Aung Hlaing ประธานาธิบดีเมียนมาได้เดินทางเยือนอินเดียอย่างเป็นทางการ
สรุปกิจกรรมด้าน เศร็ฐกิจที่สำคัญของการเยือนในครั้งนี้ตามที่ได้รวบรวมจาก สำนักข่าวท้องถิ่น ดังนี้
1. Myanmar-India Trade and Investment Conclave ในช่วงเช้าของวันที่ 31 พ.ค. 2569 ณ โรงแรม Taj Mahal กรุงนิวเดลี โดย MAH ได้เป็นประธานและกล่าวในกิจกรรมดังกล่าว สาระสำคัญ ดังนี้
1.1 การค้าและการลงทุน
1.1.1 อินเดียเป็นคู่ค้าอันดับที่ 4 ของ เมียนมาและเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่อันดับที่ 6 ของ เมียนมาโดยการค้าระหว่างสองฝ่ายมีมูลค่าเฉลี่ยประมาณ 1,500 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ปัจจุบันอินเดียมีโครงการลงทุนในเมียนมา 39 โครงการ มูลค่ารวม 782.385 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยอินเดียเป็นผู้ลงทุนอันดับที่ 11 ของเมียนมาครอบคลุมภาคอุตสาหกรรม น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ การขนส่งและการสื่อสาร ภาคบริการ ภาคเกษตรกรรม ปศุสัตว์ และประมง นอกจากนี้ นาย Min Aung Hlaing ประธานาธิบดีเมียนมา ระบุถึงเป้าหมายที่จะพัฒนาให้เมียนมาเป็นประเทศที่ผลิตอาหารในภูมิภาค โดยมี MSMEs เป็นปัจจัยขับเคลื่อน เศร็ฐกิจ โดยที่อินเดียมีความเชี่ยวชาญในด้านวิชาชีพและการพัฒนาทางเทคโนโลยี ทั้งสอง ประเทศจึงสามารถที่จะร่วมมือเพื่อประโยชน์ร่วมกันผ่านการจัดตั้งกลุ่มอุตสาหกรรม การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเปิดสถาบันฝึกอบรมวิชาชีพร่วมกัน
1.1.2 ภาคส่วนที่เมียนมาต้องการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศได้แก่ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร อุตสาหกรรมการผลิตยา โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เกษตรกรรม ปศุสัตว์ อุตสาหกรรมแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร พลังงานหมุนเวียน การศึกษาและสาธารณสุข นอกจากนี้ รัฐบาลเมียนมายังพร้อมสนับสนุนการลงทุนที่สอดคล้องกับความต้องการภายในประเทศ ได้แก่ การผลิตปุ๋ย ซีเมนต์ เหล็ก รถยนต์ไฟฟ้า สินค้าเกษตรและปศุสัตว์เพิ่มมูลค่า ยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ และน้ำมันพืช ในขณะเดียวกันเมียนมาก็อยู่ระหว่างพัฒนาการผลิตจากทรัพยากรภายในประเทศเพื่อเพิ่มมูลค่าการผลิตและการส่งออกอาทิ อุตสาหกรรมไม้และเฟอร์นิเจอร์ ฝ้ายและยางคุณภาพสูง และสินค้าจากยางพารา
1.1.3 ขอเชิญชวนนักลงทุนอินเดียเข้ามาลงทุนในด้าน (1) เกษตรกรรมและปศุสัตว์ (2) อุตสาหกรรมยา
(3) สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม (4) เทคโนโลยีและบริการดิจิทัล (5) การศึกษา และ (6) สาธารณสุข ทั้งนี้ โดยที่อินเดียเป็นผู้นำ
การผลิตยาในระดับโลก (ยาที่ มม. นำเข้าจากอินเดียคิดเป็นประมาณร้อยละ 60 ของความต้องการภายใน ปท.) จึงเห็นโอกาส
ในการร่วมลงทุนและตั้งโรงงานผลิตยาใน มม. นอกจากนี้ มม. อยู่ รว. พัฒนาแผน Digital Myanmar 2030 และ Yadanabon Cyber City ในเมือง Pyin Oo Lwin จึงขอเชิญชวนนักลงทุนอินเดียเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศและบริการดิจิทัลในเมียนมา
1.2 ระบบชำระเงินรูปี-จั๊ต เมียนมาและอินเดียได้เริ่มใช้ระบบชำระเงินโดยตรงระหว่างสกุลเงินรูปีและจั๊ตตั้งแต่ปี 2567 ผ่าน Special Rupee Vostro Account (SRVA) โดยระบบดังกล่าวช่วยลดต้นทุนการทำธุรกรรม อำนวยความสะดวกการค้าชายแดนและการค้า รปท. ซึ่งจะช่วยขยายมูลค่าการค้าและความร่วมมือทางเศร็ฐิกจในระยะยาว
1.3 ย้ำความสำคัญของโครงการ India-Myanmar-Thailand Trilateral Highway และ โครงการ Kaladan Multi-Modal Transit Transport Project ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกในด้านการค้าและเป็นประตูเศร็ฐกิจของอินเดียไปสู่อาเซียน นอกจากนี้ นาย Min Aung Hlaing ประธานาธิบดีเมียนมายังกล่าวถึงโอกาสในการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษและศูนย์กลางโลจิสติกส์ตามเส้นทางเศร็ฐกิจดังกล่าว
1.4 ผู้ประกอบการอินเดียได้หยิบยก (1) ความประสงค์ที่จะร่วมมือในอุตสาหกรรมการผลิตยาและความจำเป็นในการได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลของทั้งสองฝ่าย (2) การอำนวยความสะดวกในการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและการโอนเงินระหว่างประเทศ (3) การเชิญชวนบริษัทเกษตรกรรมของอินเดียให้เข้าไปพัฒนาภาคการเกษตรกรรมเมียนมา (4) การสนับสนุนบริษัท IT ของอินเดียในการขับเคลื่อนการพัฒนาภาคเทคโนโลยีสารสนเทศของเมียนมา (5) ความมุ่งมั่นที่จะขยายกิจกรรมทางการค้า และ (6) สร้างความร่วมมือเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตโดยเฉพาะพืชตระกูลถั่วของเมียนมา
2. การเยี่ยมชมศูนย์วิจัยเทคโนโลยีพลังงานของ NTPC Energy Technology Research Alliance (NETRA)
ณ เมือง Greater Noida ในช่วงกลางวันของวันที่ 31 พ.ค 2569 โดย นาย Min Aung Hlaing ประธานาธิบดีเมียนมา ได้รับฟังบรรยายเกี่ยวกับโครงการของบริษัทในด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน การดำเนินงานของ NTPC เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture, Utilization, and Storage: CCUS) การผลิตไฮโดรเจนเขียว การพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานระยะยาว เทคโนโลยีน้ำและทรัพยากรน้ำ ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ และการแปรรูปขยะเป็นพลังงาน นอกจากนี้บริษัทฝ่ายอินเดียยังเสนอความร่วมมือด้านการฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรเมียนมาผ่านโครงการ Indian Technical and Economic Cooperation (ITEC)
3. การหารือระหว่าง นาย Min Aung Hlaing ประธานาธิบดีเมียนมากับนาย Narendra Modi นายกรัฐมนตริอินเดีย ในช่วงเช้าของวันที่ 1 มิ.ย. 2569 ณ Hyderabad House กรุงนิวเดลี โดยทั้งสองหารือเกี่ยวกับการส่งเสริมความร่วมมือในหลายด้าน อาทิ การศึกษา สาธารณสุข ความมั่นคง การค้า การลงทุน การท่องเที่ยววัฒนธรรมการเพิ่มการส่งออกวัสดุก่อสร้าง ปุ๋ย ยา น้ำมัน/ผลิตภัณฑ์น้ำมัน เส้นใยและสิ่งทอจากอินเดียไปยังเมียนมาเทคโนโลยีอวกาศ AI ความมั่นคงและเสถียรภาพในภูมิภาค ความร่วมมือชายแดน การปราบปรามยาเสพติด และการแก้ไขปัญหาการหลอกลวงออนไลน์และการพนันผิดกฎหมาย
4. การพบหารือระหว่าง นาย Min Aung Hlaing ประธานาธิบดีเมียนมา กับ นาง Smt Droupadi Murmu ประธานาธิบดีอินเดีย ในช่วงกลางวันของวันที่ 1 มิ.ย. 2569 ณ ทำเนียบประธานาธิบดี กรุงนิวเดลี โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์การเมือง ความร่วมมือทวิภาคี การค้าและการลงทุน การท่องเที่ยว วัฒนธรรม และกิจการสตรี
5. การเข้าเยี่ยมคารวะ นาย Min Aung Hlaing ประธานาธิบดีเมียนมา โดยนาย Shri Sanjay Malhotra ผู้ว่าการธนาคารกลางอินเดีย ในช่วงเช้าของวันที่ 2 มิ.ย 2569 โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับการเสริมสร้างความร่วมมือด้านธนาคารเพื่อสนับสนุนการค้าข้ามพรมแดนให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ระบบชำระเงินโดยตรงระหว่างเงินรูปีและเงินจั๊ต การแบ่งปันข้อมูลระบบธนาคารของอินเดียให้แก่ เจ้าหน้าที่ธนาคารเมียนมาและการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในด้านระบบการชำระเงินดิจิทัล
6. การเดินทางเยือนนครมุมไบและเยี่ยมชม Jawaharlal Nehru Port ในช่วงกลางวันของวันที่ 2 มิ.ย. 2569
โดย นาย Min Aung Hlaing ประธานาธิบดีเมียนมา ได้รับฟังข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีเครื่องจักรของท่าเรือ การจัดการการค้าทางทะเล การเพิ่มประสิทธิภาพของท่าเรือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบการดำเนินงานแบบดิจิทัล แนวทางการพัฒนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และรูปแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน โดย นาย Min Aung Hlaing ประธานาธิบดีเมียนมา ได้ระบุในการเยือนครั้งนี้ว่าเมียนมามีท่าเรือที่สำคัญ 2 ท่า คือ ท่าเรือย่างกุ้งและท่าเรือติลาวาซึ่งอยู่ติดกับเขตเศร็ฐกิจพิเศษ โดยการเยือนในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำองค์ความรู้กลับไปพัฒนาท่าเรือของเมียนมาให้ทันสมัยเพื่อส่งเสริมการค้า ระหว่างสอง ประเทศโดยนาย Min Aung Hlaing ประธานาธิบดีเมียนมายังแสดงความสนใจที่จะร่วมมือกับอินเดียในการบริหารจัดการท่าเรือและโครงการฝึกอบรมบุคลากร
7. Myanmar–India Business Dialogue ในช่วงกลางวันของวันที่ 3 มิ.ย. 2569 ณ โรงแรม Taj Mahal Palace นครมุมไบ โดยนาย Min Aung Hlaing ประธานาธิบดีเมียนมาได้เป็นประธานและกล่าวในกิจกรรมดังกล่าว สาระสำคัญ ดังนี้
7.1 ในปี งบประมาร 2568/2569 เมียนมาส่งออกไปอินเดียมูลค่า 1,326 ล้านดอลลาร์สหรัฐและนำเข้าจากอินเดียมูลค่า 600 – 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้มูลค่าการค้ารวมอยู่ที่ราว 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้าที่เมียนมานำเข้าจากอินเดีย ได้แก่ ยา น้ำมัน สารเคมี เคมีภัณฑ์ รถยนต์และชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้า รถจักรยานยนต์ รถแทรกเตอร์และเครื่องจักรการเกษตร ทั้งนี้ในการหารือกับ นายกรัฐมนตรีอินเดีย ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะเพิ่มมูลค่าการค้าเป็น 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในระยะแรก และ 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในระยะต่อไป โดยใช้ประโยชน์จากระบบชำระเงินรูปี-จั๊ต ทั้งนี้ มม. ประสงค์จะนำเข้าสินค้าจากอินเดียมากขึ้น โดยเฉพาะเหล็ก ปูนซีเมนต์ ยา น้ำมัน และอุปกรณ์พลังงานแสงอาทิตย์ และประสงค์ที่จะส่งออกถั่ว เมล็ดพืชน้ำมัน ผลิตภัณฑ์ประมง ผลิตภัณฑ์ป่าไม้ เสื้อผ้า ข้าว และยางพาราไปยังอินเดีย
7.2 เชิญชวนนักลงทุนอินเดียให้เข้ามาลงทุนใน มม. ในด้านเกษตรกรรมและปศุสัตว์ น้ำมันและก๊าซ อุตสาหกรรม โทรคมนาคม และบริการ โดยการลงทุนใน เมียนมาไม่ได้มีวัตถุประสงค์ที่จะผลิตเพื่อรองรับตลาดในเมียนมาเท่านั้น
แต่ยังสามารถที่จะผลิตเพื่อส่งออกไปยัง ประทษเพื่อนบ้าน อาทิ ลาว เวียดนาม และ กัมพูชา นอกจากนี้ โดยที่อินเดียมีอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชั้นสูงซึ่งรวมถึงโรงงานผลิตยา จึงสามารถที่จะจัดตั้งโรงงานผลิตยาใน มม. และลงทุนในภาคพลังงานเพื่อตอบสนองความต้องการไฟฟ้าภายในเมียนมาได้
7.3 ผู้ประกอบการอินเดียได้หยิบยกความประสงค์ในการขยายความร่วมมือในด้านเทคโนโลยี การลงทุน
การผลิตพลังงานชีวภาพ การทำเหมืองแร่ และการผลิตเครื่องจักรเกษตรกรรมและปุ๋ย โดยนาย Min Aung Hlaing ประธานาธิบดีเมียนมา ได้เชิญชวนให้นักลงทุนอินเดียเข้ามาลงทุนในด้านพลังงานชีวภาพและเกษตรกรรมในเมียนมาและระบุว่า การผลิตผลิตภัณฑ์จากแร่ธาตุสำเร็จรูปที่สร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อการส่งออกจะมี ประโยชน์มากกว่าการส่งออกทรัพยากรแร่ธาตุ
8. ข้อมูลสังเกต
8.1 การเน้นย้ำความคืบหน้าของระบบการชำระเงินตรง "รูปี-จั๊ต (Rupee-Kyat)" ผ่านบัญชี SRVA ตลอดจนการเข้าหารือกับผู้ว่าการธนาคารกลางอินเดีย สะท้อนว่าฝ่ายเมียนมาให้ความสำคัญสูงสุดกับการปลดล็อกอุปสรรคด้านธุรกรรมทางการเงินระหว่างประเทศ (Cross-border payments) ซึ่งสอดรับกับข้อกังวลของภาคเอกชนอินเดียในเรื่องการแลกเปลี่ยนและโอนเงินตราต่างประเทศ ถือเป็นกลไกหลักที่ เมียนมาคาดหวังจะนำมาใช้ขับเคลื่อนเป้าหมายการดันมูลค่าการค้าทวิภาคีให้แตะ 3,000 และ 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐตามลำดับ
8.2 อินเดียถือเป็นแหล่งพึ่งพิงด้านสาธารณสุขที่สำคัญของเมียนมา(สัดส่วนนำเข้ายาสูงถึงร้อยละ 60) การเยือนครั้งนี้ ประธานนาธิบดีเมียนมาจึงรุกคืบเชิญชวนอย่างเฉพาะเจาะจงให้เอกชนอินเดียเข้ามาร่วมทุนและตั้งโรงงานผลิตยาภายใน เมียนมาควบคู่ไปกับการชวนลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (Yadanabon Cyber City) และพลังงานทางเลือก ซึ่งชี้ให้เห็นว่า เมียนมากำลังพยายามปรับเปลี่ยนสถานะจากการเป็นเพียงผู้ซื้อ/ผู้นำเข้า ไปสู่การดึงดูดเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อสร้างฐานการผลิตเองภายในประเทศ ลดความเสี่ยงขาดแคลนสินค้าจำเป็น
8.3 เมียนมาพยายามใช้เวทีนี้รีแบรนด์ตัวเองในฐานะ "ประตูสู่อาเซียน" ของอินเดียผ่านการเร่งรัดโครงการถนนสามฝ่าย (India-Myanmar-Thailand Trilateral Highway) และโครงการท่าเรือกัลปนาถ (Kaladan Project) รวมทั้งการขายฝันให้นักลงทุนอินเดียเห็นว่า การเข้ามาตั้งฐานการผลิตในเมียนมา ไม่ได้เพื่อตลาดเมียนมาเท่านั้น แต่เป็นฐานการส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว เวียดนาม และกัมพูชา นอกจากนี้ การเดินทางไปดูงานที่ท่าเรือชวาหะร์ลาล เนห์รู (Jawaharlal Nehru Port) และแสดงความสนใจให้อินเดียร่วมบริหารจัดการท่าเรือย่างกุ้งและติลาวา ยังสะท้อนถึงความต้องการยกระดับระบบโลจิสติกส์ทางทะเลให้ทันสมัยเพื่อรองรับยุทธศาสตร์นี้อย่างเป็นรูปธรรม
ศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในเมียนมา
เวลาทำการ : จันทร์-ศุกร์ 8:30 - 16:30 น. (ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์)