ข้อมูลทั่วไป

ข้อมูลทั่วไป

วันที่นำเข้าข้อมูล 29 ก.ค. 2568

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 11 ก.พ. 2569

| 3,387 view

Banner_background_0  
     เมื่อเดือนธันวาคม 2568 ธนาคารโลกได้เผยแพร่รายงาน Myanmar- Economic Monitor 2025 Surviving, Not Thriving สรุปว่า เศรษฐกิจเมียนมายังคงเผชิญข้อจำกัดจากปัจจัยท้าทายต่าง ๆ ได้แก่ ผลกระทบของเหตุการณ์แผ่นดินไหวในเดือน มีนาคม 2568 สถานการณ์ความขัดแย้ง อุปสงค์ภายในประเทศ ที่ซบเซาลง การขาดแคลนแรงงาน และปัญหาไฟดับ สรุปสาระสำคัญ ดังนี้ 

     1. ภาพรวม การฟื้นตัวทาง เศรษฐกิจ ยังเป็นไปอย่างเปราะบางและไม่เท่ากันในทุกภาคส่วน โดยภาคการผลิตและเกษตรกรรมมีการฟื้นตัวช้ากว่าภาคอื่น ๆ เนื่องจากเป็นภาคส่วนที่มีการลงทุนสูงและต้องใช้เงินจำนวนมากในการฟื้นฟู ในส่วนของภาคก่อสร้าง ในภาพรวมมีการขยายตัวแต่เป็นการขยายตัวเฉพาะกลุ่ม
โดย รัฐบาลเมียนมา เร่งฟื้นฟูสาธารณูปโภคพื้นฐาน ซึ่งรวมถึงบ้านพัก ข้าราชการ อาคาร สำหนักงาน โรงพยาบาล และโครงการถนนและพลังงาน อย่างไรก็ดี การฟื้นฟูการก่อสร้างบ้านพัก ประชาชน ใน พื้นที่ แผ่นดินไหวยังเป็นไปอย่างจำกัด โดยขณะนี้ มีบ้านพักที่ได้เริ่มก่อสร้างเพียงร้อยละ 50 เนื่องจากการกำจัดซากปรักหักพังที่เป็นไปอย่างล่าช้า ข้อจำกัดของการเข้าถึงการสนับสนุนด้านการเงิน และภาวะขาดแคลนแรงงาน

    2. สถานการณ์ความขัดแย้ง ตั้งแต่เดือน กันยายน 2568 ทหารเมียนมา ได้เพิ่มการปฏิบัติการทางทหารเพื่อยึดคืนพื้นที่ สำหรับเตรียมการเลือกตั้ง โดยตั้งแต่เดือนกรกฏาคม 2568 มีผู้ผลัดถิ่นภายใน ประเทศ เพิ่มขึ้นกว่า 90,000 คน ทำให้ขณะนี้ เมียนมามีผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ กว่า 3.6 ล้านคน (สถานะ ณ เดือน พฤศจิกายน 2568) โดย 1 ใน 3 ของจำนวนดังกล่าวเป็นเยาวชน นอกจากนี้ World Food Programme คาดการณ์ว่า ชาว เมียนมา กว่า 12.4 ล้านคนกำลังเผชิญกับภาวะความไม่มั่นคงทางอาหาร และเยาวชนกว่า 756,000 รายมีภาวะทุพโภชนาการ

     3. อุปสงค์ภายใน ปท. ที่ซบเซาลง การปิดด่านการค้าชายแดนระหว่าง เมียนมา กับไทยและจีนหลายแห่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและการขนส่งซึ่งมี ค่าใช้จ่าย มากขึ้น โดยปัจจัยดังกล่าวและมาตรการจำกัดการนำเข้าของ รัฐบาลเมียนมา ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนสินค้าจำเป็น และราคาสินค้าและค่าใช้จ่าย ต่าง ๆ อาทิ ค่าที่พัก ค่าพลังงานและ ค่าเดินทางเพิ่มสูงขึ้น โดย ระหว่าง เดือน เมษายน - กันยายน 2568 ค่าใช้จ่าย ที่เกี่ยวกับ (1) สาธารณสุข เพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 49
(2) การเดินทางเพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 31 และ (3) ค่าที่พักและพลังงานเพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับช่วงเเดียวกันของปีก่อนหน้า

    4. ตลาดแรงงานมีภาวะย่ำแย่ขึ้น เนื่องจากการหดตัวทาง เศรษฐกิจ และแรงงานมีจำนวนลดลงและมีทักษะต่ำลง นอกจากนี้ สถานการณ์ความไม่สงบและการเกณฑ์ทหารเร่งให้เกิดการอพยพออกนอกประเทศ ของชาว เมียนมา ส่งผลกระทบต่อการขาดแคลนแรงงานและการจ้างงานในชนบท โดยบริษัทต่าง ๆ เผชิญความท้าทายในการสรรหาบุคลากร เนื่องจากไม่สามารถหาแรงงานที่สอดคล้องกับทักษะที่ต้องการและมีอัตราการลาออกที่สูงขึ้นใน โดยเฉพาะในพื้นที่ ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง โดยปัญหาดังกล่าวทำให้ เมียนมา เผชิญข้อจำกัดในการฟื้นตัวในระยะสั้นและส่งผลกระทบต่อศักยภาพการเติบโตในระยะยาว

     5. ภาคการเงิน (1) เริ่มฟื้นตัวเนื่องจากความเชื่อมั่นต่อธนาคารดีขึ้น โดยจำนวนเงินฝากและ การปล่อยสินเชื่อเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี งบประมาณ 2566/2567 และ 2567/2568 และ (2) ในปีงบประมาณ 2567/2568 อัตราตลาด (market rate) ของเงินจั๊ตแข็งค่าขึ้นเนื่องจากการค้าที่ยังคงดำเนินต่อเนื่องและการส่งเงินกลับของแรงงาน มม.
ใน ต่างประเทศ โดยถึงแม้ว่าในช่วงครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2568/2569 (เดือน เมษายน - เดือน กันยายน 2568) เมียนมา จะนำเข้าสินค้ามากขึ้นเพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูเหตุการณ์แผ่นดินไหว แต่การส่งออกผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าและการส่งเงินกลับของแรงงาน เมียนมา
ใน ต่างประเทศ ได้ช่วยชดเชยการส่งออกของสินค้าเกษตรและบริการที่ลดลง ทำให้ค่าเงินจั๊ตแข็งค่ากว่าร้อยละ 13 ในเดือน ตุลาคม 2568

     6. ประเด็นอื่น ๆ ที่สำคัญ

          6.1 อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ยังเป็นหนึ่งในภาคการส่งออกที่สำคัญของเมียนมาโดย ระหว่าง เดือน เมษายน - กันยายน 2568 เมียนมาส่งออกสินค้าดังกล่าวจำนวน 2,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีตลาดส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ สหภาพยุโรป ณิ่ปุ่น เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา และ สหราชอาณาจักร

         6.2 ภาคพลังงานระหว่าง เดือน เมษายน - กันยายน 2568 กำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติของเมียนมา สูงขึ้น
ร้อยละ 3 อย่างไรก็ดี เมียนมา ส่งออกก๊าซลดลงร้อยละ 3 โดยมูลค่าการส่งออกก๊าซไปยังประเทศไทยลดลงร้อยละ 16 (ลดทอนเพื่อให้ เมียนมาในภายใน ประเทศ) ในขณะที่ เมียนมา ส่งออกก๊าซไปจีนเพิ่มขึ้นร้อยละ 15 (ปริมาณก๊าซที่ส่งออกไปจีนคิดเป็นร้อยละ 40 ของการส่งออกก๊าซทั้งหมดของเมียนมา) 

         6.3 เหมืองแร่ การทำเหมืองแร่ขยายตัวเป็นอย่างมาก โดยมีการทำเหมืองแร่หายากและโลหะพื้นฐานเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยระหว่าง เดือน เมษายน - กันยายน 2568 เมียนมา ส่งออกแร่เพิ่มขึ้นร้อยละ 26 เมื่อเทียบกับ
6 เดือนก่อนหน้า โดยมีความต้องการทั้งจาก ประเทศไทย และจีน ทั้งนี้ ข้อมูลของศุลกากรจีนระบุว่า จีนมีการนำเข้า
แร่หายาก พลวง ตะกั่ว และ tungsten จาก เมียนมา เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี ฝ่าย เมียนมาไม่ได้สะท้อนข้อมูลดังกล่าวในสถิติการค้าทางการ จึงคาดว่าเป็นการทำเหมืองแร่ที่ไม่เป็นทางการ

           6.4 ธนาคารโลกคาดการณ์ ดังนี้

             (1) ธนาคารโลกคาดการณ์ว่า (1) ในปีงบประมาณ 2568/2569 GDP ของ เมียนมาจะหดตัวร้อยละ 2 (ปรับตัวจากการคาดการณ์ก่อนหน้าที่คาดว่าจะหดตัวร้อยละ 2.5) เนื่องจากมีสัญญาณการฟื้นตัวในช่วงครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2568/2569 และอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ร้อยละ 22 และ (2) ในปี งบประมาณ 2569/2570 (เดือน เมษายน 2569 - เดือน มีนาคม 2570) GDP เมียนมาจะเติบโตร้อยละ 3 โดยมีปัจจัยมาจากการฟื้นฟูหลังแผ่นดินไหว การให้การสนับสนุนในภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบ และการเพิ่มการลงทุนของภาครัฐในสาธารณูปโภคพื้นฐาน และอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ร้อยละ 19

             (2) กองทุนการเงินระหว่างประเทศคาดการณ์ (IMF) ว่า เศรษฐกิจของเมียนมาในปี 2568 จะหดตัวร้อยละ 2.7 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อในปี 68 จะอยู่ที่ร้อยละ 31

             (3) ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจของเมียนมาในปี 2568 จะหดตัว
ร้อยละ 3 และในปี 2569 จะเติบโตร้อยละ 2 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อในปี 2568 จะอยู่ที่ร้อยละ 30 และในปี 2569 จะลดลงเหลือร้อยละ 23

     7.  เศรษฐกิจการค้าการลงทุน 

          7.1 ภาวะเศรษฐกิจการค้า- สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาเป็นประเทศเพื่อนบ้านสำคัญของไทย มีพรมแดนติดกัน 2,401 กิโลเมตร มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน มีความสำคัญต่อกันทุกมิติ ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม ตลอดจนมีความต้องการและนิยมสินค้าไทย โดยเมียนมานอกจากเป็นตลาดการค้าแล้ว สามารถเป็นแหล่งวัตถุดิบและแหล่งผลิตที่สำคัญ เพราะเมียนมามีทรัพยากรที่มีศักยภาพและแรงงานจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม เมียนมามีความท้าทายเรื่องต่างๆ เช่น ความขัดแย้งกันภายในเมียนมา การสู ้รบปะทะกันบางพื้นที่ กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเรื่องการขอใบอนุญาตนำเข้า (Import License) อัตราแลกเปลี่ยน สภาพคล่องเงินต่างประเทศในเมียนมา การชำระเงินระหว่างประเทศ เงินเฟ้อสูง เงินจ๊าตอ่อนค่า กำลังซื้อลดลง ข้อจำกัด โครงสร้างพื้นฐาน เป็นต้น กล่าวได้ว่าเมียนมาเป็นตลาดที ่มีโอกาสและศักยภาพ แม้จะมีความท้าทายต่างๆ หลายประการ ซึ่งหากสามารถปรับกลยุทธ์ธุรกิจให้รองรับและก้าวข้ามความท้าทายหรือข้อจำกัดต่างๆ ได้ ก็จะเป็นบันไดสู่ความสำเร็จ ปักหมุดในใจคนเมียนมาและตลาดเมียนมาต่อไป กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่า ในปี 2568 ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของเมียนมา (GDP) เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.9 อัตราเงินเฟ้อในปี 2568 ของเมียนมา คาดการณ์อยู่ที่ร้อยละ30 นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ มวลรวมในประเทศต่อหัว (GDP per Capita) อยู่ที่ระดับ 1,180 เหรียญสหรัฐฯ ดังตาราง

ตัวชี้วัดทาง
เศรษฐกิจที่สำคัญ
ปี 2561 ปี 2562 ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565 ปี 2566 ปี 2567 ปี 2568
(คาดการณ์)
GDP Growth (%) 6.3% 6.6% -9% -12% 4% 1% -1.1% 1.9%
GDP (billions of USD) 67.05 82.57 65.63 58.26 61.72 61.47 61.18 64.94
GD per Capita (USD) 1,260 1,550 1,220 1,080 1,140 1,120 1,110 1,180
Inflation (%) 7.3 9.1 2.2 9.6 28 25.5 26.5 30

                                                                                                         ที่มา : IMF https://www.imf.org/en/Countries/MMR

          7.2 ข้อมูลด้านเศรษฐกิจ

แรงงาน จำนวนประชากรแรงงาน 22,741,699 ล้านคน (World Bank, 2024)
อัตราการว่างงาน 3% (World Bank, 2024)
ค่าแรงขั้นต่ำต่อวัน 6,800 จ๊าต (ค่าแรงขั้นต่ำ 4,800 จ๊าต Allowance 2,000 จ๊าต)
มูลค่าการค้าระหว่างประเทศ GTA, Jan-June 2025
ส่งออก: 11,754 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
นำเข้า: 15,100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
GTA, Jan-Dec 2024
ส่งออก: 37,731 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
นำเข้า: 30,941 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
สินค้าส่งออกหลัก  เครื่องแต่งกาย ก๊าซธรรมชาติ พืชพันธุ์ ผักต่าง ๆ สินแร่ รองเท้า ยางพารา ปลา สัตว์ น้ำ ไม้ เมล็ดน้ำมัน อัญมณี เป็นต้น
สินค้านำเข้าหลัก น้ำมันสำเร็จรูป เครื่องจักรกล ผ้าทอ เส้นด้าย ยานพาหนะ พลาสติก เหล็ก ปุ๋ย เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ยา เป็นต้น
ประเทศคู่ค้าหลัก จีน ไทย ญี่ปุ่น เยอรมัน อินเดีย
ตลาดส่งออกที่สำคัญของเมียนมา จีน ไทย อินเดีย ญี่ปุ่น เยอรมัน
ตลาดนำเข้าที่สำคัญของเมียนมา จีน สิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย อินโดนีเซีย
อัตราแลกเปลี่ยน (ต่อ 1 USD) 2,100 เมียนมาจ๊าต ต่อ 1 เหรียญสหรัฐฯ (อัตราทางการ)
อัตราแลกเปลี่ยน (ต่อ 1 บาท) 65.84 เมียนมาจ๊าต เท่ากับ 1 บาท (อัตราทางการ)
Myanmar Market Price, Central Bank of Myanmar, 9 กันยายน 2025


เปรียบเทียบอัตราแลกเปลี่ยนเงินจ๊าตต่อสกุลเงินสำคัญ ในปี 2568

ประเทศ/สหภาพ สกุลเงิน อัตราทางการ อัตราตลาดออนไลน์ อัตราตลาด
USA 1 USD 2,100 MMK 3,629 MMK 4,185 MMK
Euro 1 EUR 2,462.57 MMK 4,255.55 MMK 4,925 MMK
Singapore 1 SGD 1,635.51 MMK 2,826.32 MMK 3,280 MMK
China 1 CNY 294.51 MMK 508.93 MMK 588 MMK
Thailand 1 THB 65.84 MMK 113.78 MMK 132 MMK

ที่มา - Myanmar Market Price, Central Bank of Myanmar, 9 กันยายน 2025
https://forex.cbm.gov.mm/index.php/fxrate

          7.3 โครงสร้างเศรษฐกิจหลักของเมียนมา ได้แก่

                1. ภาคเกษตรกรรม เมียนมาเป็นประเทศเกษตรกรรม มีความอุดมสมบูรณ์หลายด้าน ทั้งเกษตร ประมง เหมืองแร่ ป่าไม้ เป็นต้น 

                2. ภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมขั้นต้น เมียนมามีศักยภาพรองรับหลายอุตสาหกรรม เช่น เกษตรหรืออาหารแปรรูป เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม รวมทั้งมีศักยภาพธุรกิจบริการ เช่น ท่องเที่ยว เป็นต้น ซึ่งภาครัฐส่งเสริมการผลิตและการส่งออกจากเมียนมา ทั้งภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม

          7.4 นโยบายด้านเศรษฐกิจ -เมียนมามีเป้าหมายเกินดุลการค้าระหว่างประเทศในปี 2024-2025 มูลค่า 33 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ6 โดย เป็นการส่งออก 4.4 พันล้านเหรียญฯ และการนำเข้า 3.9 พันล้านเหรียญฯ ในขณะที ่ปี 2024-2025 เมียนมาขาด ดุลการค้า 1.7 พันล้านเหรียญฯ โดยเป็นการส่งออก 4.6 พันล้านเหรียญฯ และการนำเข้า 5.4 พันล้านเหรียญฯ สำหรับสินค้าส่งออกของเมียนมา เช่น สินค้าเกษตร ปศุสัตว์ แร่ธาตุ ผลิตภัณฑ์จากป่าไม้ และสินค้าอุตสาหกรรมที่ผลิตในเมียนมา ส่วนสินค้านำเข้าของเมียนมา เช่น สินค้าทุน ปัจจัยการผลิต วัตถุดิบสำหรับวิสาหกิจ CMP และ สินค้าอุปโภคบริโภค กล่าวได้ว่า นโยบายด้านเศรษฐกิจการค้าของเมียนมา “จำกัดและควบคุมการนำเข้าเท่าที่จำเป็น ในขณะที่ส่งเสริมการผลิตในประเทศและการส่งออกจากเมียนมา”

            -สำหรับกฎระเบียบการค้าโดยเฉพาะการขอใบอนุญาตนำเข้า Import License เพื่อจำกัดและควบคุมการนำเข้าสรุปดังนี้

             1.การค้าชายแดน (Border Trade) ของเมียนมา มีขั้นตอนการพิจารณาใบอนุญาตนำเข้า (Import License) ผ่าน EICC (Export Import Coordinating Committee) ซึ่งเป็นคณะกรรมการชุดเล็ก ซึ่งสะดวกและคล่องตัวกว่าคณะกรรมการชุดใหญ่ หรือ FESC (Foreign Exchange Supervisory Committee) อย่างไรก็ตาม หากเป็นการค้าระหว่างประเทศ ทุกสินค้าต้องผ่าน FESC ส่วนการค้าชายแดนมีเฉพาะ “7 กลุ ่มสินค้า” ที ่ต้องขอ Import License ผ่าน FESC ได้แก่ 1.ปุ๋ย 2.เหล็ก 3.ผลิตภัณฑ์ Solar และที่เกี่ยวข้อง 4.เม็ดพลาสติก (Polypropylene) 5.วัตถุดิบเพื่อผลิตพลาสติก 6.ยานยนต์ commercial use และ 7.เครื่องจักร commercial use

             2. สำหรับ “5 กลุ่มสินค้า” ที่ได้รับการยกเว้น ผ่อนคลายให้สามารถเก็บไว้ในคลังสินค้าทัณฑ์บน (Bonded Warehouse) ได้ ก่อนได้รับ Import License ได้แก่ 1.ยา 2.รถยนต์ไฟฟ้า 3.วัตถุดิบผลิตอุตสาหกรรมและเคมีภัณฑ์ 4.วัตถุดิบผลิตอาหาร และ 5.วัตถุดิบและอุปกรณ์เพื่อการผลิตสินค้าเครื่องนุ่งห่ม (CMP)

             3. การพิจารณาใบอนุญาตนำเข้า (Import License) มี Priority List กลุ่มสินค้านำเข้า 3 ลำดับ ความสำคัญ ดังนี้ ลำดับ 1 ได้แก่ ปัจจัยการผลิตสินค้าเกษตร วัตถุดิบเพื ่อการผลิต ยา น้ำมันเชื้อเพลิง ลำดับ 2 ได้แก่ วัสดุก่อสร้าง เครื่องจักรและชิ้นส่วน ลำดับ 3 ได้แก่ สินค้าอุปโภคบริโภค ยานยนต์สำหรับใช้เชิงพาณิชย์ 

              -โดยกฎระเบียบที่เปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีความสำคัญยิ่ง ซึ่งภาคเอกชนต้องติดตามประกอบกับข้อมูลอื่นๆ เช่นความต้องการตลาด การแข่งขัน สถานการณ์ที่เกี่ยวข้องเพื่อนำไปพิจารณาและปรับใช้วางแผนธุรกิจให้เหมาะสมต่อไป ทั้งนี้ แม้เมียนมาจะมีความท้าทายหลายประการ อย่างไรก็ตาม เมียนมาก็มีศักยภาพและโอกาสอีกมาก หากปรับแผนธุรกิจได้

          7.5 การนำเข้าสินค้าเข้าเมียนมาต้องจับคู่กับ Export Earning ตั้งแต่ 1 กันยายน 2567  โดยเรื่องการขอใบอนุญาตนำเข้าหรือ Import License เมียนมาประกาศให้ "การนำเข้ายา ต้องจับคู่กับ Export Earning" ตั้งแต่ 1 กันยายน 2567 โดยใบอนุญาตนำเข้า (Import License) และการชำระเงินการนำเข้า พิจารณาโดยคณะกรรมการกำกับดูแลอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (FESC: Foreign Exchange SupervisoryCommittee) ของเมียนมา โดยคาดว่าจะมีผลกระทบต่อการนำเข้า “สินค้าอื่นๆ” ด้วย เพราะขนาดยาซึ่งเป็นสินค้านำเข้าจำเป็นยังต้องจับคู่กับ Export Earning รวมทั้ง Export Earning หาไม่ง่ายและมีไม่เพียงพอกับการ นำเข้าทั้งหมด นอกจากนี้ เป็นห่วงว่าถ้าหา Export Earning ไม้ได้ และไม้ได้ Import License แล้ว ก็อาจมีผลกระทบเกิดเป็นสินค้าลักลอบนำเข้ามากขึ้น อย่างไรก็ตามเมียนมามีความต้องการตลาดและนิยมสินค้าไทย เป็นตลาดที่มีโอกาสและศักยภาพ อย่างไรก็ตาม มีความท้าทายต่างๆ เช่นเรื่องกฎระเบียบ Import License ที่ต้องจับคู่กับ Export Earning ข้างต้น ซึ่งมีแนวทางให้ภาคเอกชนพิจารณาปรับแผนธุรกิจรองรับเพื่อก้าวข้ามความท้าทาย อาทิการหา Export Earning จับคู่กับการนำเข้าสินค้าต่างๆ เพื่อประกอบการขอ Import License การพิจารณา ปรับรูปแบบธุรกิจจากการส่งออกสินค้าที่ผลิตจากไทย เป็นการผลิตในเมียนมามากขึ้น เช่น การจ้างผลิต (OEM) ในเมียนมา การร่วมลงทุนหรือร่วมการผลิตในเมียนมา

          7.6 เมียนมาผ่อนคลายกฎระเบียบรายได้การส่งออก (Export Earning) เป็นอัตราตลาดมากขึ้น  เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2567 ธนาคารกลางเมียนมา หรือ CBM (Central Bank of Myanmar) ออกประกาศปรับสัดส่วนรายได้การส่งออก (Export Earning) เป็นอัตราตลาดมากขึ้น (จากเดิม 65:35 ผ่อนคลายเป็น 75:25)  โดยรายได้การส่งออก 100% แลกอัตราตลาดออนไลน์ 75% และอัตราทางการ 25% มีผลตั้งแต่ 8 สิงหาคม 2567 โดยการผ่อนคลายกฎระเบียบให้สัดส่วนรายได้การส่งออกเป็นอัตราตลาดมากขึ้นเป็นสัญญาณที่ดี ช่วยให้มีเงินต่างประเทศเข้าระบบมากขึ้น เพิ่มสภาพคล่องเงินต่างประเทศในเมียนมา ส่งผลดีต่อการให้ Import License ได้ มากขึ้น เพิ่มสภาพคล่องการแลกเงินต่างประเทศเพื่อชำระค่านำเข้าในเมียนมาได้มากขึ้น เพิ่มโอกาสให้ผู ้นำเข้า สามารถจับคู่การนำเข้ากับ Export Earning เพื่อประกอบการขอ Import License ได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม อัตราตลาด ดังกล่าวเป็นอัตราตลาดออนไลน์ (3,300-3,400 จ๊าตต่อ เหรียญฯ) ที่แม้จะมากกว่าอัตราแลกเปลี่ยนทางการ (2,100จ๊าตต่อเหรียญฯ) แต่ก็น้อยกว่าอัตราตลาดจริง (5,300-5,600 จ๊าตต่อเหรียญฯ) ดังนั้น แม้จะผ่อนคลายมากขึ้น กว่าเดิมซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี แต่ก็ยังมีช่องว่างระหว่างอัตรา ตลาดออนไลน์กับอัตราตลาดจริง จึงต้องติดตามต่อไปว่าเรท ตลาดออนไลน์จะปรับขึ้นให้ใกล้เคียงเรทตลาดจริงมากขึ้น ซึ่งจะจูงใจให้มีเงินต่างประเทศเข้าระบบการเงินเมียนมามากขึ้นและ เพิ่มสภาพคล่องเงินต่างประเทศในเมียนมาต่อไป